1.ทำไมโรคกระดูกพรุนถึงเป็นโรคที่อันตรายและซ่อนเร้นในผู้สูงอายุ
เนื่องจากโรคกระดูกพรุนมักไม่มีอาการนํามาก่อน เช่น ไม่มีอาการปวด แต่จะมาด้วยกระดูกหักง่ายจากอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย โดยพบได้บ่อยมากถึง 1 ใน 3 ของผู้หญิงและ 1 ใน 5 ของผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป และที่สําคัญผู้สูงวัยส่วนใหญ่มักจะเกิดกระดูกหักซํ้าภายในช่วง 1-2 ปีแรกหลังจากเกิดกระดูกหักครั้งแรก

2. อันตรายจากโรคกระดูกพรุนมีอะไรบ้าง
อันตรายส่วนใหญ่จะเกิดจากภาวะแทรกซ้อน คือ การเกิดกระดูกหักง่ายโดยเฉพาะตําแหน่งกระดูกข้อมือ กระดูกต้นแขน กระดูกสันหลัง และกระดูกสะโพก ทําให้เกิดอาการปวดตรงตําแหน่งที่กระดูกหัก เกิดความผิดรูป ส่งผลต่อการใช้งาน การใช้ชีวิตประจําวันและคุณภาพชีวิตแย่ลง บางครั้งต้องได้รับการผ่าตัด นอนรักษาและทํากายภาพฟื้นฟูในโรงพยาบาลเป็นระยะเวลานาน ทําให้เป็นภาระต่อคนในครอบครัวที่ต้องมาดูแลและเกิดค่าใช้จ่ายอื่นๆ ตามมา
3. มีปัจจัยอะไรบ้างที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระดูกพรุน
ปัจจัยเสี่ยงที่สําคัญ แบ่งเป็น 2 ปัจจัย คือ
1) ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับแก้ไขไม่ได้
ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (60 ปีขึ้นไป) เพศหญิง คนเอเชีย โครงร่างผอมบาง หมดประจําเดือนตั้งแต่อายุน้อย (< 45 ปี) เคยมีกระดูกหักง่ายมาก่อน หรือมีประวัติคนในครอบครัวกระดูกหักง่าย มีโรคประจําตัวที่ทําให้เกิดการสลายของกระดูกมากขึ้น เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคพาราไทรอยด์ โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ เป็นต้น
2) ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับแก้ไขได้
ได้แก่ การขาดแคลเซียมและวิตามินดี นํ้าหนักตัวน้อย สูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ ดื่มกาแฟ หรือนํ้าอัดลม มีการใช้ยาที่กระตุ้นการสลายของกระดูกมากขึ้น หรือยับยั้งการดูดซึมแคลเซียม เช่น ยาลดกรด ยากลุ่ม steroid การไม่ออกกําลังกาย ไม่โดนแดด รวมทั้งมีสาเหตุที่ทําให้หกล้มง่าย เช่น เป็นโรคต้อกระจก หรือการกินยานอนหลับ เป็นต้น
4. เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเราเป็นโรคกระดูกพรุนแล้ว
ตามคําแนะนําเวชปฏิบัติของมูลนิธิโรคกระดูกพรุนแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2564 ได้ให้คํานิยามของโรคกระดูกพรุน โดยมีข้อใดข้อนึงใน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้
1) มีกระดูกสันหลังหัก หรือกระดูกสะโพกหักง่ายจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรง
2) BMD T-score ที่กระดูกสันหลัง หรือกระดูกสะโพกมีค่าน้อยกว่าหรือเท่ากับ -2.5
3) BMD T-score มีค่าระหว่าง -1.0 และ -2.5 ร่วมกับมีความเสี่ยงต่อการเกิดกระดูกสะโพกหักในช่วงเวลา 10 ปี ประเมินโดย FRAX สําหรับประเทศไทย มีค่ามากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 3
4) BMD T-score มีค่าระหว่าง -1.0 และ -2.5 ร่วมกับมีกระดูกหักง่ายในตําแหน่งอื่น ได้แก่ กระดูกหักในตําแหน่ง proximal humerus, pelvis หรือ forearm
5. มีแนวทางป้องกันตัวเองอะไรบ้าง ที่จะไม่ให้เป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย
D: Diet
โดยการรับประทานอาหารที่มีแคลเซียม วิตามินดี และโปรตีนให้เพียงพอ เพื่อให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง
E: Evaluate
โดยทําการตรวจประเมินความเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุนเป็นประจํา และ พยายาม Exercise คือการออกกําลังกายแบบ aerobic เสริมสร้างให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและฝึกการทรงตัวของร่างกาย เพื่อไม่ให้หกล้มง่าย รวมทั้งควรออกกําลังกายในที่โล่งแจ้ง ให้ร่างกายได้รับ UVB เพื่อให้ผิวหนังสามารถสร้างวิตามินดีได้เพียงพอ
F: Fall prevention
คือ การป้องกันการหกล้ม โดยปรับสภาพแวดล้อมทั้งในและนอกบ้านให้ปลอดภัยมากขึ้น รวมทั้งลดปัจจัยเสี่ยงของตัวเองที่จะหกล้ม เช่น หลีกเลี่ยงการกินยานอนหลับ การผ่าตัดต้อกระจก เป็นต้น
6. หากตรวจพบว่าเป็นโรคกระดูกพรุน จะมีวิธีการรักษาและการดูแลตัวเองได้อย่างไรบ้าง
แนวทางในการดูแลและรักษาโรคกระดูกพรุน มีดังนี้
หาสาเหตุอื่น ๆ ที่ทําให้เกิดกระดูกพรุนชนิดทุติยภูมิ (secondary osteoporosis) โดยการเจาะเลือดวิเคราะห์ เช่น โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ โรคพาราไทรอยด์สูง โรคขาดวิตามินดี โรครูมาตอยด์ โรคมะเร็งในกระดูก โรคขาดฮอร์โมนเพศ โรคขาดสารอาหาร เป็นต้น ซึ่งแนวทางการรักษาในแต่ละโรคจะแตกต่างกันไป
ถ้าพิสูจน์แล้วว่าเป็นโรคกระดูกพรุนชนิดปฐมภูมิ (primary Osteoporosis) ควรจะพิจารณาให้ยารักษาโรคกระดูกพรุนตามข้อบ่งชี้และความรุนแรงของโรค ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีความเสี่ยงสูงมาก (very high risk) ควรใช้ยากระตุ้นการสร้างกระดูก (anabolic drugs) เช่น Teriparatide หรือ Romosozumab แต่ถ้ามีความเสี่ยงสูง (high risk) ควรใช้ยายับยั้งการสลายกระดูก (antiresorptive drugs) ได้แก่ ยากลุ่ม Bisphosphonate หรือยา Denosumab เป็นต้น(2)
7. ยาในกลุ่ม Bisphosphonate แต่ละตัวมีคุณสมบัติและประสิทธิภาพ ในการรักษาโรคกระดูกพรุนเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร
ยาในกลุ่ม Nitrogen-Bisphosphonate แม้ว่าทุกตัวจะมีกลไกในการยับยั้ง Farnesyl diphosphate (FPP) synthase ส่งผลให้เซลล์ osteoclast ตายเหมือนกัน แต่ยาแต่ละตัวมีประสิทธิภาพในแง่ของ bone affinity และ FPPS inhibit potency ที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มีประสิทธิภาพในการเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก การลดการเกิดกระดูกหักซํ้า และความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนในระยะยาวแตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ยา risedronate ทั้งขนาด 35 มิลลิกรัม รับประทานสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และขนาด 150 มิลลิกรัม รับประทานเดือนละ 1 ครั้ง จะมี bone affinity ที่น้อยที่สุด แต่มี FPPS inhibit potency มากที่สุดในกลุ่มยาชนิดรับประทาน ทําให้ผลการศึกษาที่ 1 ปี พบว่ามีประสิทธิภาพในการลดการเกิดกระดูกสันหลังหักได้ถึง 49% จาก VERT-MN study สามารถลดการเกิดกระดูกตําแหน่งอื่นที่ไม่ใช่กระดูกสันหลังหักได้ 39% จาก VERT-NA study และลดการเกิดกระดูกสะโพกหักได้ 40% จาก HIP study นอกจากนี้ยา risedronate ยังมีประสิทธิภาพในการลดการเกิดกระดูกสันหลังและกระดูกตําแหน่งอื่นที่ไม่ใช่กระดูกสันหลังหักได้อย่างมีนัยสําคัญภายใน 6 เดือนหลังจากรับประทานยา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สําคัญที่มักจะเกิดกระดูกหักซํ้าได้
8. ข้อห้ามและข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่ม Bisphosphonate มีอะไรบ้าง
ข้อห้ามในการใช้ยากลุ่มนี้ ได้แก่ มีค่าการทํางานของไตผิดปกติ (eGFR) น้อยกว่า 30 มล./นาที สําหรับยา risedronate และยา ibandronate และ น้อยกว่า 35 มล./นาที สําหรับยา alendronate และ zoledronic acid มีระดับแคลเซียมในเลือดตํ่า ตั้งครรภ์ หรือ ให้นมบุตร และมีประวัติการแพ้ยา
ไม่แนะนําให้ใช้ bisphosphonate ชนิดรับประทานในผู้ป่วยที่มีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารส่วนบน หรือมีโรคของหลอดอาหาร ได้แก่ achalasia, esophageal stricture, esophageal varices และผู้ป่วยที่ไม่สามารถอยู่ในท่านั่งหรือยืนหลังรับประทานยา 30 นาที โดยมีการศึกษาเปรียบเทียบผลข้างเคียงเรื่องการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร (gastric ulcer) ระหว่างยา alendronate 10 มิลลิกรัม และ risedronate 5 มิลลิกรัมกินวันละ 1 เม็ดเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ต่อเนื่อง พบว่ายา risedronate ทําให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารน้อยกว่ายา alendronate ถึง 69% ส่งผลโดยตรงต่อความร่วมมือในการรับประทานยาของคนไข้ในระยะยาว