โรคกระดูกพรุนเป็นปัญหาทางสาธารณสุขที่สำคัญเช่นเดียวกับโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง และโรคไขมันในเลือดสูง ซึ่งคุกคามสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะผู้สูงอายุมาอย่างยาวนาน ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุที่มีปัญหาโรคกระดูกพรุนจะไม่มีอาการหรืออาการแสดงนำมาก่อน ทำให้ไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและไม่ได้รับการดูแลรักษาตั้งแต่เบื้องต้น ส่งผลทำให้ผู้สูงอายุกลุ่มนี้เกิดกระดูกหักง่ายในตำแหน่งต่างๆ ได้แก่ กระดูกข้อมือ กระดูกสันหลัง กระดูกรอบสะโพก และกระดูกต้นแขน เป็นต้น จากข้อมูลการศึกษาที่ผ่านมาพบว่า 1 ใน 3 ของผู้หญิงและ 1 ใน 5 ของผู้ชายที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไปจะเกิดกระดูกหักง่ายจากโรคกระดูกพรุน ส่งผลให้เกิดอาการปวด เกิดภาวะทุพลภาพ ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ รวมทั้งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตที่ถดถอบหรือแย่ลงในที่สุด โดยเฉพาะ 1 ปีแรกหลังเกิดกระดูกหัก (Kanis JA et al. 2012)
คำนิยามของโรคกระดูกพรุน
เป็นโรคที่มีความผิดปกติของกระดูกที่เกิดขึ้นทั่วร่างกาย เกิดจากความหนาแน่นของกระดูกที่ลดลงร่วมกับคุณภาพของโครงสร้างระดับจุลภาคของกระดูกที่แย่ลง ส่งผลให้กระดูกมีความเปราะบางและกระดูกหักง่ายในที่สุด
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน (TOPF 2021)
| ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้ | ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนได้ |
| 1. อายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป 2. เพศหญิง 3. ผู้หญิงผิวขาวและผู้หญิงเอเชีย 4. หมดประจำเดือนก่อนอายุ 45 ปี รวมถึงผู้ที่ถูกตัดรังไข่ 2 ข้าง 5. รูปร่างหรือโครงร่างเล็ก 6. บิดา มารดา หรือพี่น้องมีประวัติเป็นโรคกระดูกพรุนหรือกระดูกหักง่าย 7. เคยมีประวัติกระดูกหักง่ายมาก่อน | 1. บริโภคแคลเซียมและวิตามินดีไม่เพียงพอ 2. ไม่ได้ออกกำลังกายหรือมีพฤติกรรมที่ไม่ได้ออกแรง 3. สูบบุหรี่เป็นประจำ 4. ดื่มสุรา (มากกว่า 3 ยูนิตต่อวัน) เป็นประจำ 5. ดื่มกาแฟ (มากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อวัน) เป็นประจำ 6. ดัชนีมวลกายต่ำกว่า 20 กิโลกรัมต่อตารางเมตร 7. มีภาวะขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนมากกว่า 1 ปีขึ้นไป 8. มีความเสี่ยงต่อการหกล้ม เช่น การมองเห็นที่ไม่ชัดเจน กินยานอนหลับ ยาลดความดัน เป็นต้น |
ความสำคัญของวิตามินเคต่อภาวะโรคกระดูกพรุน
(นพ.ณรงค์ บุญยะรัตเวช Bone Forum 2014)
วิตามินเคในธรรมชาติมี 2 ชนิด คือ วิตามินเค 1 และ วิตามินเค 2 ทั้ง 2 ชนิดเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันเช่นเดียวกับวิตามินเอ วิตามินดีและ วิตามินอี วิตามินเค 1 พบมากในผักใบเขียวและส่วนน้อยได้จากการสังเคราะห์จุลินทรีย์ในลำไส้ ส่วนวิตามินเค 2 พบมากในผลิตภัณฑ์จากสัตว์ส่วนที่เป็นไขมัน เช่น ตับ เนย ชีส ไข่แดง และถั่วหมัก (Natto) รวมทั้งได้จากการสังเคราะห์ของจุลินทรีย์ในลำไส้เช่นกัน หน้าที่หลักของวิตามินเค 1 จะช่วยให้เลือดแข็งตัว ส่วนหน้าที่หลักของวิตามินเค 2 จะเกี่ยวกับกระดูก โดยวิตามินเค 2 จะเป็น cofactor ที่สำคัญเพื่อทำให้เกิดขบวนการ carboxylation ต่อโปรเทอีนหลายชนิดเพื่อทำหน้าที่สมบูรณ์ หนึ่งในนั้นคือ Osteocalcin โดย Osteocalcin เป็นโปรเทอีนที่ช่วยจับเกลือแร่ ได้แก่ แคลเซียมและฟอสฟอรัสไว้ในเนื้อกระดูก ดังนั้นถ้า osteocalcin ในกระดูกมีน้อย ความสามารถในการจับแคลเซียมไว้ในกระดูกจะลดลง ทำให้แคลเซียมส่วนเกินจะเพิ่มในเลือดมากขึ้น ส่งผลเสียต่อหลอดเลือด ไต และเนื้อเยื่ออ่อน
เมื่อวิตามินเคถูกสังเคราะห์จากจุลินทรีย์ในลำไส้หรือได้รับจากอาหารจะถูกดูดซึมเข้าทางท่อน้ำเหลือง โดยต้องอาศัยน้ำย่อยจากตับอ่อนและน้ำดีจากถุงน้ำดีในการช่วยการดูดซึม โดยทั่วไปอาหารที่รับประทานจะถูกดูดซึมได้ 40-70% เมื่อวิตามินเคถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้วจะถูกส่งไปที่ตับอย่างรวดเร็ว โดยอวัยวะที่พบระดับวิตามินเคค่อนข้างสูง เช่น ต่อมหมวกไต ปอด ไขกระดูก ไต และต่อมน้ำเหลือง วิตามินเคส่วนใหญ่จะถูกขับออกทางปัสสาวะประมาณ 70% และที่เหลือจะขับออกทางน้ำดี

ทราบได้อย่างไรว่ามีภาวะขาดวิตามินเค
การตรวจหาระดับวิตามินเคในเลือดค่อนข้างยุ่งยากต้องใช้เครื่องมือพิเศษ โดยทั่วไปใช้การตรวจหา Undercarboxylated osteocalcin (UcOC) ถ้าค่า UcOC สูงกว่าค่าปกติถือว่ามีภาวะขาดวิตามินเค ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจหาระดับ UcOC ได้ คงต้องอาศัยข้อมูลอื่นๆ ประกอบการวินิจฉัย เช่น
- มีประวัติไม่รับประทานผักใบเขียวหรือรับประทานน้อย ไม่ชอบไขมัน ไม่กินถั่วหมัก
- มีจ้ำเลือดที่ตาขาวบ่อยๆ มีจ้ำเลือดที่ผิวหนัง ปัสสาวะเป็นเลือด เลือดกำเดาออกบ่อย หรือมีประจำเดือนมากกว่าปกติ
- มีประวัติได้ยาต่อไปนี้เป็นระยะเวลานาน ได้แก่ ยาลดไขมันกลุ่ม statin ยารักษาโรคกระดูกพรุนกลุ่ม Bisphosphonate ยากันชัก ยาละลายลิ่มเลือด ย่าฆ่าเชื้อ เป็นต้น
- ป่วยเป็นโรค Cystic fibrosis
การใช้ยาวิตามินเค 2 ให้มีประสิทธิภาพ
ในกรณีที่ผู้สูงอายุที่มีภาวะกระดูกพรุนสงสัยหรือมีภาวะขาดวิตามินเค 2 เราสามารถรับประทานยาวิตามินเค 2 ในรูปแบบ MK4 (Menatetrenone) ขนาด 15 มิลลิกรัมต่อแคปซูล รับประทาน 3 แคปซูลต่อวัน เพื่อให้ได้ขนาด 45 มิลลิกรัมต่อวัน และเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรทำตามคำแนะนำดังนี้
- ควรรับประทานยาหลังอาหาร เพื่อให้ระดับยาสูงที่สุด ดีกว่ารับประทานตอนท้องว่าง
- อาหารที่ไขมันจะช่วยการดูดซึมของยาวิตามินเค 2
- ในระยะเริ่มต้นใน 6 เดือนแรก ควรได้รับยาวิตามินเค 2 ขนาด 45 มิลลิกรัมต่อวัน จะให้ระดับ Gamma glutamic acid ซึ่งทำให้ osteocalcin สมบูรณ์ได้มากกว่าขนาด 30 มิลลิกรัมต่อวัน
- ปรับขนาดยาวิตามินเค 2 ได้ กรณีที่ร่างกายมีภาวะบกพร่องทางน้ำดี ควรเริ่มจากขนาดน้อยก่อน เนื่องจากยาวิตามินเค 2 ต้องอาศัยน้ำดีในการช่วยดูดซึมในลำไส้
- ควรตรวจสอบระดับวิตามินดีก่อนได้ยาวิตามินเค 2 ถ้าบกพร่องควรปรับระดับวิตามินดีก่อน เนื่องจากวิตามินดีและวิตามินเคทำงานร่วมกัน โดยวิตามินดีทำให้เซลล์ที่สร้างกระดูก (Osteoblast) สร้าง UcOC เพิ่มสูงขึ้น
- ระยะเวลาที่หวังผลให้ระดับ UcOC ลดลงเมื่อให้วิตามินเค 2 จากการศึกษาพบว่าระดับ UcOC จะลดลงในเดือนที่ 3 ประมาณ 50% แต่ยังสูงกว่าระดับค่าเฉลี่ย จนเดือนที่ 6 จึงลดลงต่ำสุด
- อาการแพ้ยา ได้แก่ มีผื่นไม่คันสีแดง เกิดที่หน้าท้องหรือท้องแขน
บทส่งท้าย
โรคกระดูกพรุนเป็นความผิดปกติของกระดูกทั้งในส่วนของความหนาแน่นและคุณภาพของกระดูกทั่วร่างกาย ส่งผลให้เกิดกระดูกหักง่าย ผู้สูงอายุมักจะมีความเสี่ยงในการขาดแคลเซียม วิตามินดีและวิตามินเค ซึ่งเป็นแร่ธาตุและวิตามินที่สำคัญสำหรับความแข็งแรงของกระดูก ดังนั้นเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงในการเกิดโรคกระดูกพรุน รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาโรคกระดูกพรุน นอกจากจะใช้ยารักษาโรคกระดูกพรุนตามข้อบ่งชี้ และป้องกันการหกล้มแล้ว ควรพิจารณาการใช้ยาเสริมกลุ่มแคลเซียม วิตามินดี และวิตามินเค 2 ร่วมด้วย